ภูมิประเทศและปริมาตรจากโดรน
เลือก DSM หรือ DTM สร้างเส้นชั้นความสูง และฝึกคำนวณปริมาตรพร้อมตรวจผลของฐาน grid และช่องว่าง
การคำนวณกองวัสดุต้องมีทั้งผิวด้านบนและฐานด้านล่าง ผลลัพธ์จึงเปลี่ยนได้แม้ใช้ชุดภาพเดิม หากเลือกฐาน ขอบกอง หรือขนาดช่องคำนวณต่างกัน บทฝึก M04 เน้นบันทึกสมมติฐานเหล่านี้ให้ตรวจซ้ำได้
เตรียมข้อมูลความสูงให้ตรงกัน
อ่าน พิกัดและความสูง และ การตรวจความถูกต้อง ก่อน เตรียม DEM หรือ point cloud ที่ทราบ CRS หน่วยแนวราบ หน่วย Z และระดับอ้างอิง หากเทียบสองช่วงเวลา ต้องตรวจการตรงกันของตำแหน่งด้วยบริเวณที่คงสภาพ ไม่ใช้บริเวณกองวัสดุที่เปลี่ยนไปเป็นจุดอ้างอิงปรับให้ตรง
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีข้อมูลจริง ใช้ ชุดฝึก GSD จุดตรวจ และปริมาตร เพื่อฝึกคำนวณตารางก่อน ชุดสังเคราะห์ตรวจหลักคณิตศาสตร์ได้ แต่ไม่แสดงคุณภาพกล้อง การกรองพื้นดิน หรือความถูกต้องภาคสนาม
DSM กับ DTM ตอบคนละพื้นผิว
DSM แสดงผิวที่สังเกตได้ เช่น ยอดพุ่มไม้ หลังคา และผิวกองวัสดุ ส่วน DTM ตั้งใจแทนพื้นดินหลังแยกวัตถุเหนือพื้น การกรองจุดเป็น ground/non-ground เป็นขั้นประมาณจากข้อมูลที่มี ไม่ใช่การมองทะลุเรือนยอด หากภาพไม่เห็นพื้นดิน ส่วนที่เติมจากบริเวณข้างเคียงต้องมีข้อจำกัดกำกับ
คู่มือ WebODM อธิบายตัวเลือกสร้าง DSM/DTM และผลของตัวกรอง ground classification แต่ชื่อ option และค่าเริ่มต้นควรตรวจจาก engine ที่เลือกจริงก่อนใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเทียบคู่มือเดิมกับ WebODM ที่ใช้ ODX WebODM Digital Elevation Models
งานกองกรวดมักต้องรักษาผิวกองไว้ การใช้ DTM ที่กรองกองออกเป็นสิ่งเหนือพื้นอาจทำให้สูญเสียสิ่งที่ต้องการวัด ตรวจภาพตัดขวางและกลุ่มจุดที่ถูกคัดออกก่อนเลือกผลิตภัณฑ์
ปริมาตรคือผลต่างผิวกับฐานในขอบเขตเดียวกัน
สำหรับ grid สี่เหลี่ยมด้าน s เมตร แต่ละช่องที่มีผิวและฐานใช้สูตร ΔV = s² × (Zผิว − Zฐาน) แล้วรวมทุกช่องที่มีข้อมูลครบ หากผิวสูงกว่าฐานเป็นค่าบวก ต่ำกว่าเป็นค่าลบ สำหรับงาน cut/fill ให้รายงานยอดบวกกับยอดลบแยกจากยอดสุทธิ เพราะการหักล้างอาจซ่อนปริมาณงานจริง
CloudCompare มีเครื่องมือ 2.5D Volume เปรียบเทียบ cloud กับระนาบความสูงคงที่หรือ cloud อีกชุด โดยแบ่งเป็น grid ต้องกำหนดบทบาท ground/ceil ให้ชัด และตรวจพื้นที่ที่มีข้อมูลทั้งสองฝั่ง ช่องที่ไม่ครบอาจถูกละออกตามการตั้งค่า CloudCompare 2.5D Volume
วิธี 2.5D เหมาะกับผิวที่แทนด้วยความสูงหนึ่งค่าต่อแนวฉาย จึงมีข้อจำกัดกับโพรง ผิวยื่น และหลายชั้นทับกัน ข้อมูลหนาแน่นไม่ได้แก้สมมติฐานนี้
ตัวอย่างฐานและขนาดช่องที่เปลี่ยนคำตอบ
สมมติมีสี่ช่อง ขนาดช่องละ 2 × 2 m ความสูงเหนือฐานเดิมเท่ากับ 1, 2, 3 และ 2 m ปริมาตรรวมคือ 4 × (1 + 2 + 3 + 2) = 32 m³ ครอบคลุมพื้นที่ 16 m² หากยกฐานขึ้น 0.25 m ทุกช่อง ปริมาตรจะเหลือ 28 m³ ลดลง 4 m³ หรือ 12.5% โดยไม่มีการเปลี่ยนผิวด้านบน
ถ้าช่องที่สูง 3 m ไม่มีข้อมูลและปล่อยว่าง ค่ารวมจากช่องที่เหลือจะเป็น 20 m³ ครอบคลุมเพียง 12 m² การรายงานว่า “กองนี้ 20 m³” โดยไม่บอกพื้นที่หายทำให้ผู้รับเข้าใจผิด ควรระบุค่าที่คำนวณได้และพื้นที่ที่ยังประเมินไม่ได้
สำหรับข้อมูลต่อเนื่อง การรวมช่องให้ใหญ่ขึ้นอาจเปลี่ยนการแทนขอบและความสูงเฉลี่ย แม้พื้นที่รวมใกล้เคียงเดิม ให้ลองสองหรือสาม grid step พร้อมฐานเดิมและขอบเขตเดิม ไม่สรุปว่า grid เล็กที่สุดถูกต้องที่สุด โดยเฉพาะเมื่อจุดเบาบาง
ฝึกบนคอมพิวเตอร์: ความสูง เส้นชั้น และปริมาตร
- เปิด DEM ใน QGIS ตรวจ CRS หน่วย Z และ NoData ใช้สีแบบช่วงความสูงร่วมกับ hillshade เพื่อเห็นผิวผิดปกติ อย่าใช้ hillshade อย่างเดียวตัดสินระดับ
- ค้นหา Contour และ Slope ใน Processing Toolbox เปิดคำอธิบาย algorithm ที่เลือก ตั้งช่วงเส้นชั้นและหน่วย slope ให้ชัด ไม่เลือกเส้นถี่กว่าความเชื่อมั่นแนวดิ่งที่มีหลักฐานรองรับ
- เปิด point cloud ที่ต้องการวัดใน CloudCompare ตรวจหน่วยและการจัดการ global shift หากมีสองชุดต้องรักษาการอ้างตำแหน่งร่วมกัน ตัดขอบเขตงานให้เทียบได้ตรงกัน
- เลือก Tools → Volume → Compute 2.5D volume ตั้งผิวเป็น ceil และฐานเป็น ground กำหนดแกนฉาย Z, grid step และวิธีจัดการช่องว่าง กด Update เพื่อคำนวณตามค่าที่ตั้ง
- เก็บรายงานพื้นที่ที่ใช้คำนวณ ช่องว่าง และปริมาตร ทำซ้ำเมื่อเปลี่ยนฐานหรือ grid ทีละตัวแปร บันทึกค่าทุกรอบในตาราง sensitivity
- ใช้ตารางสังเคราะห์ในชุดฝึกตรวจสูตรด้วยโปรแกรมตารางคำนวณ แยกผลฝึกนี้ออกจากผลที่รันกับ point cloud จริง
การ interpolate ช่องว่างเพิ่มข้อมูลประมาณ ให้รายงานวิธีและขนาดบริเวณที่เติม ช่องโหว่ใหญ่หรือขอบนอกกลุ่มจุดมักต้องใช้ข้อมูลเพิ่มมากกว่าการเปลี่ยนตัวเลือกเพื่อให้รายงานไม่มีช่องว่าง CloudCompare Rasterize
ตรวจความสมเหตุสมผลก่อนส่งมอบ
ทำภาพตัดขวางผ่านกลางกองและบริเวณฐาน ตรวจว่าฐานไม่ตัดผ่านกองหรือผ่านรถที่จอดอยู่ เปรียบเทียบขนาดโดยคร่าวกับพื้นที่ฐานคูณความสูงเฉลี่ย หากปริมาตรเปลี่ยนหลายเท่าเมื่อเปลี่ยน grid เพียงเล็กน้อย ให้ตรวจ coverage และการเติมช่องว่างก่อนเชื่อค่ารวม
การลบ DEM สองครั้งต้องมีแนว grid ขนาดพิกเซล CRS ระดับอ้างอิง และขอบเขตที่สอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของทั้งสองผิว จึงไม่ถือว่าความต่างเล็กน้อยทุกช่องเป็นการเปลี่ยนแปลงจริง หากจะกำหนดเกณฑ์ตรวจพบการเปลี่ยนแปลง ต้องมีหลักฐาน error ของแต่ละช่วงเวลาและสมมติฐานความสัมพันธ์ของ error
สิ่งส่งมอบและคำถามที่ต้องตอบได้
ส่ง DEM/point cloud ที่ใช้หรือข้อมูลอ้างถึง ขอบเขตวัด ชนิดฐาน ตารางเปรียบเทียบฐานและ grid แผนที่ช่องที่ขาด และรายงานปริมาตรพร้อมหน่วย ผู้รับต้องแยกได้ว่าส่วนใดวัดได้ ส่วนใดเติมประมาณ และค่าบวก/ลบมีความหมายอย่างไร
ผ่านบทฝึกเมื่อคำนวณตัวอย่าง 32 และ 28 m³ ได้ อธิบายผลของช่องว่างได้ และเลือก DSM/DTM ตรงคำถาม ไปต่อที่ เลือกแผนที่ให้ตรงภารกิจ เพื่อกำหนดผลส่งมอบตามการตัดสินใจจริง
แหล่งอ้างอิง
ตรวจเอกสาร 8 กันยายน 2569; ตัวเลขฐานและปริมาตรเป็นตัวอย่างสังเคราะห์
- WebODM contributors. Creating Digital Elevation Models.
- CloudCompare contributors. 2.5D Volume และ Rasterize.
- QGIS contributors. Training Manual 3.44.
ลงมือต่อจากบทนี้
ฝึกภารกิจกองวัสดุพร้อมแนวคำตอบ พร้อมสูตร ข้อมูลฝึก และหลักฐานที่ต้องส่ง
F22: รวมปริมาตรโดยไม่ซ่อนช่องว่างและงานขุดถม
กำหนด Δz เป็นผิวปัจจุบันลบฐานเป้าหมาย และ I เป็นเซตช่องที่ข้อมูลครบทั้งคู่ในขอบเขตเดียวกัน แบบจำลองสังเคราะห์นี้ถือว่าความสูงเฉลี่ยคงที่ในแต่ละช่องและไม่มีผิวยื่น
Δzi = zsurface,i − zbase,i; Vnet = Σi∈I AiΔzi
Vcut = Σi∈I Aimax(Δzi,0); Vfill = Σi∈I Aimax(−Δzi,0)
Vnet = Vcut − Vfill; Avalid = nvalidApixel; slope_percent = 100Δz/Δs
| ตัวแปร | ความหมายและหน่วย | ช่วงและแหล่งค่า |
|---|---|---|
| z_surface,i, z_base,i | ผิวและฐาน m; input | finite จาก grid ที่ align และ vertical datum เดียวกัน |
| A_i, A_pixel | พื้นที่ช่องแนวราบ m²; input | >0 จาก projected CRS หน่วย m; สูตร nA ใช้ช่องพื้นที่เท่ากัน |
| I, n_valid | mask ร่วมและจำนวนช่องครบ ช่อง; input | จำนวนเต็ม ≥0; NoData ฝั่งใดฝั่งหนึ่งตัดออก |
| V_cut, V_fill | ขนาดปริมาตรเหนือ/ใต้ฐาน m³; output | ≥0; ยังไม่รวมการพองหรือยุบของดิน |
| V_net, A_valid | ปริมาตรมีเครื่องหมาย m³ และพื้นที่ประเมิน m²; output | V_net บวกหรือลบได้; A_valid ≥0 |
| Δz, Δs | ความสูงต่างและระยะราบของเส้นตัด m; input | Δz finite; Δs>0; ไม่ใช้ระยะลาดแทนระยะราบ |
| slope_percent | ความชันมีเครื่องหมาย %; output | เปลี่ยนทิศเส้นตัดแล้วเครื่องหมายกลับ |
คำอธิบายภาพ: สามช่องครบให้ปริมาตร +4,+8,−4 m³ ช่องที่สี่ไม่มีข้อมูลจึงอยู่นอกผลรวมและต้องแสดงพื้นที่หาย 4 m² แยกต่างหาก
ตัวอย่างแทนค่าและข้อจำกัด
ชุดสังเคราะห์สี่ช่อง ช่องละ 2×2=4 m² มี Δz=[1,2,−1,NoData] m ได้ cut=4×(1+2)=12 m³, fill=4×1=4 m³, net=12−4=8 m³ พื้นที่ประเมิน=3×4=12 m² จากขอบเขต 16 m² จึงไม่ใช่ปริมาตรของทั้งขอบเขต เส้นตัดอีกเส้นสูงขึ้น 2 m ในระยะราบ 10 m ให้ 20% ไม่ใช่ 20°
QGIS 3.44 มีตัวเลือกปริมาตรเหนือ/ใต้ฐานและการบวกหรือลบส่วนใต้ฐานใน Raster surface volume (P2A01) ตรวจ 26 กันยายน 2569 ชื่อ cut/fill ในบทนี้ยึดผิวปัจจุบันเทียบเป้าหมาย สลับผิวแล้วต้องสลับความหมาย สูตร slope นี้เป็นค่าเฉลี่ยตามเส้นตัด ไม่ใช่ raster slope algorithm รอบพิกเซล
ห้ามแทน NoData ด้วย 0 m หรือใช้พิกัดองศาเป็นเมตร ถ้าไม่มีช่องครบให้รายงานไม่มีพื้นที่ประเมิน แม้ผลรวมว่างทางคณิตศาสตร์เป็นศูนย์ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าปริมาตรเป็นศูนย์ ขอบช่องบางส่วนต้องใช้พื้นที่ตัดจริง ไม่ใช้ nA แบบเต็มช่อง
แบบฝึกเปลี่ยนฐาน
ยกฐานทุกช่องที่มีข้อมูลขึ้น 0.5 m โดยคง mask และขนาดช่องเดิม คำนวณ cut, fill, net ใหม่
เฉลย F22
Δz ใหม่ = [0.5,1.5,−1.5] m; cut=8 m³, fill=6 m³, net=2 m³ พื้นที่ยังเป็น 12 m² ผลสุทธิลดลง 0.5×12=6 m³ ยอมรับ ±0.001 m³ ช่อง NoData ยังคงหาย ไม่แปลงเป็น −0.5 m
ดาวน์โหลดชุดฝึกสูตรประยุกต์ (CSV/JSON พร้อมเฉลย) · ข้อมูลสังเคราะห์สำหรับฝึกคำนวณและตรวจหน่วย